จำปาสี่ต้น
ที่มา : เล่าเพื่อเก็บรวบรวมนิทานพื้นบ้าน
- รหัสชุดข้อมูล: TH-ST-MSU-022
- ชื่อเรื่องหลัก : จำปาสี่ต้น
- ชื่อเรื่องรอง : -
- ประเภท : นิทานมหัศจรรย์
- แก่นเรื่อง :
- ภาษา : ไทยถิ่นอีสาน
- ผู้เก็บข้อมูล : อรรถพล ยตะโครต
- ผู้ให้ข้อมูล : ยายบุญเลียง พ่อครวงค์
- วันที่เก็บข้อมูล : 29 พ.ย. 2557
- วันที่เผยแพร่ข้อมูล : 26 มี.ค. 2561
- ผู้เผยแพร่ข้อมูล : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
- สิทธิ์ : สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
คำสำคัญ :
ต้นจำปาคำศัพท์เฉพาะ :
-เนื้อเรื่อง
มีแม่พญาอยู่เมืองหนึ่งชื่อนางอัคคี พ่อพญาชื่อพญาพรหมทัต ไม่มีมีลูกมีเต้า วันหนึ่งพญาพรหมทัตออกไปเที่ยวประพาสป่าพญานั้นเสด็จไปในป่าไปนอนในกลางป่าฝันเห็นไปเรื่อย พอตื่นมาก็เห็นนางคำกองไปในเมืองหนึ่งในเมืองนั้นมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง และมีนกอินทรีย์ใหญ่มาจับกินราษฏรอยู่ในเมื่องนั้นทุกวัน ๆ กินจนหมดเมืองนั้น พ่อพญากล่าวว่า
"ทำยังไงลูกกู ลูกสาวคนเดียว จะทำยังไงดี ถ้ามันมากินจนหมดแล้วไม่มีใครสืบพระราชบัลลังก์"
แล้วที่นี้พญานั้นคิดได้ก็เลยให้พวกเสนาอำมาตย์เอาไม้มาทำกลอง ชื่อนางปทุมมา ชื่อลูกนั้นทำกลองอันใหญ่ ใหญ่กว่ากลองเพลแล้วก็เอาสิ่งของเงินทองของอยู่ของกินเอาเข้าไว้ในกลองนั้น ทีนี้ก็เอานางปทุมมาเข้าไว้ในกลองนั้นไว้ไปซ่อนไว้กลัวนกมากิน ทีนี้พญาทั้งพ่อทั้งแม่นกนั้นกินหมดเหลือแค่นางปทุมมาเพียงคนเดียวในเมืองนั้น
คราวนั้นพ่อพญาพรหมทัตไม่มีเพื่อน ไม่มีเมีย ผัวนางอัคคีนั้น พญาพรหมทัตขี่ม้าเข้าไป พอไปถึงพญาพรหมทัตกล่าว
"เมืองนี้ทำไมเงียบอย่างนี้ ทำไมไม่มีคน ไปดูสิเสนาอำมาตย์มันเมืองมันเมืองอะไรทำไมไม่มีคน"
พอเข้าไปในเมืองก็เห็นแต่กองกระดูกเหมือนภูเขาที่นกอินทรีย์กินแล้วกองไว้ พญาพรหมทัตว่า
"มันทำไมแปลกมันทำไมจึงไม่มีคน" เดินไปเดินมาและมองดูไปเห็นกลองใหญ่
"นั่นกลองอะไรมันทำไมใหญ่ขนาดนี้ไม่เคยพบเห็น"
พอพูดจบก็ตีกลองนั้น นางปทุมมาอยู่ในกลองจึงพูดขึ้นว่า
"ถ้าจะกินข้าก็ให้มากินเสียให้ตายไปตามพ่อข้า" ก็มีเสียงออกจากกลอง พระเจ้าพรหมทัตเกิดความสงสัยจึงตีอีกรอบที่สองและรอบที่สามก็ยังมีเสียงพูดก็เลยตัดสินใจเอาดาบแทงกลองนั้นออกมาเมื่อเปิดเข้าไปก็เห็นสาวงามจึงเกิดอยากได้เป็นมเหสี ก็เลยถามชื่อเสียงเรียงนาม นางปทุมมาจึงเล่า
"พ่อแม่นั้นโดนนกอินทรีย์จับกินจนหมดแล้วเหลือเพียงข้าคนเดียวที่ท่านพ่อนำมาซ่อนไว้ในกลอง"
เมื่อพญาพรหมทัตได้ยินเช่นนั้นจึงขอและตกลงให้มาเป็นมเหสีของพระองค์ พญาจุลมณีไม่ใช้พญาพรหมทัตก็เลยตั้งชื่อให้ว่านางคำกองเพราะนางอยู่ในกลองแต่ก่อนนั้นชื่อนางปทุมมา จึงนำนางมาที่เมือง นางอัคคีนั้นที่เป็นเมียหลวงเห็นอย่างนั้นจึงเกิดอิจฉาเพราะพญาจุลมณีก็รักนางคำกองอย่างมาก
อยู่ได้ไม่นานนางคำกองก็ตั้งท้องเมื่อนางคลอดลูกออกมานั้นก็เป็นลูกชายทั้งสี่คน นางอัคคีก็เกิดความอิจฉาหวาดกลัวโอรสทั้งสี่จะมาแย่งราชสมบัติและบ้านเมือง ในวันที่นางคำกองให้กำเนิดโอรสทั้งสี่ พญาจุลมณีได้ประพาสป่า นางอัคคีได้นำลูกสุนัขมาสับเปลี่ยนโอรสทั้งสี่แล้วนำผ้ามาปิดตานางคำกองเพื่อไม่ให้นางคำกองมองเห็น นางคำกองจึงถาม
"นำผ้ามาปิดตาข้าทำไม" นางอัคคีจึงโกหกว่ากลัวเห็นเลือดแล้ววิงเวียน เมื่อนางคำกองเปิดตาออกมาก็เห็นลูกของตนนั้นเป็นลูกสุนัขนางจึงกล่าว
"ข้าได้ยินเสียงเด็กร้องไห้แต่ทำไมลูกข้าจึงเป็นลูกสุนัข" เมื่อพญาจุลมณีกลับมาเห็นลูกเป็นสุนัขจึงโมโหแล้วว่าร้ายนางคำกองนั้นไปสมสู่กับสุนัข ส่วนนางอัคคีนั้นแอบนำลูกตัวจริงนางนั้นใส่ไหแล้วนำไปลอยน้ำ เด็กทั้งสี่ก็ลอยน้ำไปเรื่อยๆ จนสองตายายสองผัวเมียผ่านไปที่ท่าน้ำจึงเห็นไหสี่ใบลอยมา จึงเปิดดูข้างในมีเด็กทารกอยู่ในไหคนละใบ สองตายายจึงเก็บเด็กทั้งสี่มาเลี้ยงจนโตเป็นเด็กน่ารัก
เมื่อนางอัคคีทราบข่าวว่าเด็กทั้งสี่ยังมีชีวิตจึงหวังฆ่าเด็กทั้งสี่ เมื่อสองตายายออกไปทำงานที่สวนและทิ้งให้เด็กๆ อยู่บ้านเพียงลำพัง นางอัคคีจึงให้ทหารนำข้าวต้มและขนมผสมยาพิษมาให้เด็ก ๆ กิน เด็ก ๆ ผู้ไม่รู้อะไรก็กินขนมจนหมดและได้ตายลงอย่าทรมาน เมื่อสองตายายกลับถึงบ้านจึงเห็นเด็ก ๆ นอนตายระเนระนาด ผู้เป็นยายถึงขั้นเข่าอ่อนร้องไห้ระงม
"ใครมาฆ่าลูกข้า คนหนึ่งนั้นนอนตายที่บันได คนที่สองนอนตายอยู่ที่กลางบ้าน คนที่สามนอนตายอยู่หน้าประตู คนที่สี่นั้นนอนตายอยู่ข้างในบ้าน"
ตายายจึงนำศพเด็กทั้งสี่ไปเผาข้างรั้วบ้าน เด็กทั้งสี่จึงเกิดมาเป็นดอกจำปาสี่ต้นเรียงกันอยู่ มีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเมือง นางอัคคีทราบข่าวอีกว่าเด็กทั้งสี่นั้นเกิดเป็นต้นดอกจำปา จึงส่งทหารให้มาถอนต้นจำปาทิ้งแต่ถอนอย่างไรก็ถอนไม่ขึ้น จึงให้สองตายายทั้งสองที่เลี้ยงเด็กทั้งสี่นั้นถอน ถ้าไม่ถอนก็จะฆ่าสองตายาย สองตายายจึงถอนแล้วมัดต้นดอกจำปาทั้งสี่เข้าด้วยกันแล้วนำไปลอยน้ำไม่ให้มีต้นจำปาในเมืองนั้น
ส่วนนางคำกองนั้นพญาจุลมณีไล่ออกจากวังให้ไปเป็นคนเลี้ยงหมู
ต้นจำปาทั้งสี่นั้นไหลลงไปทางทิศใต้ แต่ต้นจำปานั้นไหลไปทางเหนือไหลไปถึงวัดพระฤษี เณรน้อยได้ลงมาที่ทาน้ำเห็นต้นดอกจำปาทั้งสี่
"โอ้ต้นจำปาอะไรถึงไหลมาที่นี้ น้ำไหลไปทางทิศใต้แต่ทำไมจำปาไหลขึ้นมาทางทิศเหนือ" เมื่อใกล้ถึงวัดพระฤษีจึงลอยเข้าฝั่ง เณรน้อยจึงลองเด็ดดอกจำปานั้นแต่เด็ดถูกนิ้วก้อย
"เฮ้ยดอกจำปาอะไรมีเลือด" จึงถือดอกจำปาวิ่งไปหาพระฤษี พระฤษีจึงบอกให้เณรน้อยไปนำต้นดอกจำปามาเพราะนี้ไม่ใช่ดอกจำปาธรรมดา เมื่อเณรน้อยนำต้นจำปามาแล้วพระฤษีจึงเสกพรมน้ำเต้าแก้วให้เป็นคนส่วนนิ้วก้อยก็เสกต่อให้ เด็กทั้งสี่ก็ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระฤษีเรียนจนจบ และได้ถามพระฤษีแม่อยู่ที่ใดเป็นใคร และอยากที่จะแก้แค้นพ่อที่ทำกับแม่ ทั้งสี่พี่น้องขึ้นเรือมายังวังเมื่อมาใกล้จะถึงก็ส่งสารไปท้าพญาจุลมณีจะมาแย่งเมือง
เมื่อขึ้นถึงบกทั้งสี่ก็ได้สู้รบกับพญาจุลมณีแต่ก็สู้ไม่ได้เสนาอำมาตย์ก็สู้ไม่ได้เพราะว่าทั้งสี่นั้นมีวิชาที่ฤษีนั้นได้สอนมา ทั้งสี่นั้นได้แกล้งพ่อด้วยการวาดรูปอวัยวะเพศหญิงที่หน้าผาก และอวัยวะเพศชายที่หน้าผากนางอัคคีในตอนกลางคืน พอตื่นมานางอัคคีเห็นหน้าผากพญาจุลมณีก็หัวเราะ พญาจุลมณีก็หัวเราะนางอัคคี เมื่อนางรู้จึงพูดขึ้นใครถึงบังอาจทำกับข้าอย่างนี้ ที่นี้จึงเห็นสารของทั้งสี่กุมารแล้วจึงเปิดอ่านให้ไปสู้รบกันที่ท่าน้ำ ทั้งสี่กุมารจะรอที่ท่าน้ำ เมื่อไปถึงก็สู้สี่กุมารไม่ได้ พญาจุลมณีจึงได้ถามเจ้านั้นลูกเต้าเหล่าใคร สี่กุมารจึงบอกแม่ข้านั้นคือนางคำกองเป็นข้าทาสเลี้ยงอยากกินข้าวก็ได้กินแบบอดๆ อยากๆ ใส่เสื้อผ้าก็ขาดๆ พญาจุลมณีจึงพาทั้งสี่กุมารนั้นไปหานางคำกอง ส่วนนางคำกองนั้นลูกอยู่แล้วว่ากุมารทั้งสี่นั้นเป็นลูกของตน นางอัคคีนั้นก็กลัวเมื่อรู้ว่าทั้งสี่กุมารนั้นยังไม่ตาย นางคำกองก็กลับเข้ามาในวังอีกครั้ง ก็แห่ประจานนำนางอัคคีมาเป็นทาสเลี้ยงหมูแทนนางคำกอง ส่วนพญาจุลมณีก็รักลูกของตนอย่างมากเมื่อรู้ว่าทั้งสี่นั้นคือลูกของตน และบอกว่าแท้จริงแล้วตนนั้นเข้าใจผิดว่านางคำกองมีลูกเป็นสุนัข แท้จริงแล้วเป็นคนมีบุญบารมีสมควรที่จะมาครองบ้านเมือง และได้ยกเมืองทั้งสี่กุมารนั้นปกครอง ส่วนนางอัคคีก็ไปเป็นทาสรับใช่เลี้ยงหมู
เนื้อเรื่อง(ภาษาถิ่น)
มีแม่พญาอยู่เมืองหนึ่งชื่อหน้อนางอัดชี พ่อพญาชื่อพญาพรหมทัต บาดนิบ่มีลูกมีเต้ามื่อนั้นลาวเกิดบังเอิญบาดนิออกไปเที่ยวประพาสป่ามื่อนั้นพญานั้น ลดไป๋ไป๋ในป่านิไปนอนในกลางป่าลดฝัน ฝันเห็นแล้วบาดนิไป๋เรื่อยๆ ตื่นมาละเห็นนางคำกองไปในเมืองในนั้นมันดดเมืองนั้นมีลูกสาวอยู่ผู้หนึ่งบาดนินกอินทรีย์ใหญ่นะแต่ละมื่อแต่ละเว้นนะมากินราษฏรอยู่ในเมื่องนั้นคู่มื่อๆกินจนเบิ่ดเมืองนั้นบาดนี้ลดพ่อพญาลดว่าเฮ็ดแนวได๋บาดนิลูกกูลูกสาวผู้เดียวบาดนิสิเฮ็ดแนวได๋คำมันมากินมันกะเบิ่ดแล้วบ่มีไผผู้สืบเมืองแล้วบาดนิเพิ่ลว่าพญานะลดคึดได๋ลดให้พวกเสนาอมาตรย์เอาไม้มาเฮ็ดกลองชื่อนางปทุมมาชื่อลูกนะเฮ็ดกลองบักใหญ่ ใหญ่กว่ากรองเพลแล้วกะเอาสิ่งของเงินทองของอยู่ของกินเอาเข้าไว้ในกลองนั้นเบิ่ดบาดนี้เอานางคำกองเอานางปทุมมาเขาไว้ในกลองนั้นไว้ไปเชื้องไว้ย่านนกมากินเดสะ บาดนิกะพญาทั้งพ่อทั้งแม่นกนั้นกินเบิ่ดลดเหลือแต่นางปทุมมาเพิ่ลผู้เดียวบาดนิในเมืองนั้น บาดนี้พญานี้โลดไปบาดนี้พ่อพญาบ่มีหมู่บ่มีเมียผัวนางอัคคีนะ พญาพรหมทัตขี่ม้าไป๋ ไป๋โลดโย่วเพิ่ลว่าเมืองนี้คือเงียบแทะคือบ่มีคนเพิ่ลว่าไป๋เบิ่งดุเสนาอามาตรย์มันเมืองยังคือบ่มีคนเข้าไปในเมืองโลดเห็นแต่กองกระดูกบาดนิ คูนเป็นโพนๆอยู่คือภูเขานิเพิ่ลกินแล้วละกองไว้กระดูกนะนกอินทรีย์ใหญ่นะ โย่วเพิ่ลว่ามันคือแปลกมันคือบ่มีคนไปคนมาย่างไป๋ย่างมาและเรียบเบิ่งโลด ไป๋เห็นกลองใหญ่บาดนิปาดโถ๊ะกลองพิสังมันคือใหญ่กะดักกะด้อแทะบ่เคยเห็นจักเทื่อเพิ่ลว่าโลดตี๋ ตี๋ตีกลองนั้น ตี๋กลองนางปทุมมาอยู่ในกลองละว่าขั้นสิมากินผู้ข้ากะให้มากินโลดให้ตายไป๋นำพ่อสะอันละเว้าอยู่ในกลองอันนั้น บาดนี้โลดสงสัยเดะตี๋อีกเทื่อสองกะพัดเว้าตี๋เทื่อสามกะเว้าฮะนี้โลดเอาดาบนั้นคละกลองนั้นออกมาบาดนี้โลดเห็นคนอยู่ใน ในนั้นบาดนั้น โลดงามแล้วบาดนิกะแล้วอยากได๋ไป๋เฮ็ดเมียแล้วบาดนิ กะถามชื่อเสียงเรียงนามกะเว้าเรื่องให้ฟังบ่มีพ่อบ่มีแม่นกอินทรีย์กินเบิ่ดแล้วละยังแต่ผู้ข้านี้แล้วอยู่ในกลองพ่อเอามาเชื้องไว้เพิ่ลโลดเว้ากันโลดตกลงกันเอามาเฮ็ดเมียพญาอันนั้น พญาจุลมณีบ่แม้นพรหมทัตโลดตั้งชื่อให้นางคำกองขั้นอยู่ในกลองอันนั้นตะกี้ชื่อปทุมมาโลดเอามาแล้วบาดนิเอามาแล้วกะไทเจ้าเมียหลวงอยู่เฮือนนี้กะอิจฉาแล้วบาดนิอยู่มากะเอามาเป็นน้อยเพิ่ลกะฮักแพงกันอยู่อยู่นำกันนางคำกองละมีท้องบาดนิ มีท้องละได๋ลูกออกมาสี่คนผู้เดียวนั้นผู้ชายเบิ่ดทั้งสี่คนนะโอยเฮ็ดแนวได๋บาดนิอิจฉาตาร้อนแล้วบาดนินางอัคคีนะย่านมันมายาดเมืองเพิ่ล พญานั้นบังเอิญออกประพาสป่าทางนี้พัดเจ็บท้องได๋ลูกบาดนิโลดเอาหมามาเปลี่ยนนางคำกองได๋ลูกละเอาผ้าปิดตาไว้ละบ่ให้เห็นหุ่งเพิ่ลเว้าละปิดเฮ็ดพิสังย่านเห็นเลือดเห็นยางย่านเป็นวินเป็นเวียนเพิ่ลว่า เพิ่ลตั๊วะมันนะได้ออกมาแล้วละเอาใส่ไหสี่ไหคนนะไหละคนโลดเอาหมามาเปลี่ยนสี่โต๋บาดนี้มันได๋แล้วกะเอาลูกไป๋เปิดผ้าออกมาพัดแม้นหมาฮะนิเสียงไห้พัดคือคนมันว่านางคำกองมันว่าพัดได๋ออกมาคือเป็นม้ามันเว้านะเพิ่ลกะฮ้ายละหะนี้เพิ่ลว่านางคำกองนี้บ่อยู่ละไป๋เล่นมาหาเรื่องใส่แล้วกะให้คนเอาไหลน้ำบาดนี้โลดอินายสองเฒ่าผัวเมียนั้นโลดไป๋ไปในท่าน้ำนั้นโลดไปเห็นไหสี่ไหไหลมาหาเดสะพระญ้มาบ่ให้มันจ่มน้ำโลดเอามาเล่นเอามาไขเบิ่งมีแต่คนไห้แซวๆอยู่ในไหนะสองตายายเลยเอามาเลี้ยงไว้หะนิเอามาเลี้ยงไว้ใหญ่มาแล้วพัดฮอดหูนางอัคคีอีกบาดนิว่าสองเฒ่านี้เอาลูกไผมา มาเลี้ยงไว้นิ มาพิฆ่าอีกนางอัคคีนั้นบัดยามผู้เฒ่านั้นออกไป๋ฮอดสวนละให้อยู่เฮือนละลูกสี่คนนะหลานสี่คนนะเพิ่ลกะเอาข้าวต้มข้าวนมมาใส่ยาให้มันกินมันกะตายละ ลเนลนาถละสี่คนนั้นบาดนี้อีนายเฒ่านั้นมาเห็นลูกตายกะทั้งไหทั้งฮ้องแล้ว เกือกกลิ้งอยู่พุแล้วแม้นผู้ได๋มาเบือลูกผู้ข้าลาวเว้าอีนายเฒ่าอันนั้น ผู้หนึ่งตายอยู่บันได ผู้หนึ่งตายอยู่กลางเฮือน ผู้หนึ่งตายอยู่ประตู ผู้สี่คนนั้นกะตายอยู่ข้างใน บาดนี้กะเอาไปเผ่า เอาไปเผ่าข้างฮั่วนะ คนนะมาเกิดเป็นกกจำปาบาดนิเป็นต้นจำปาสี่ต้นเฮียงกันไสร้ายอยู่หอม หอมกุบหอมก่อมเดะบาดนี้หอมทั่วเมือง ได้ยินอีกนางอัคคีนะว่าเด็กน้อยสี่คนนั้นเกิดเป็นกกจำปาบาดนิ มาดึกอีกมาถอนหะนิมันพัดถอน ถอนแนวได๋กะบ่ขึ้นกกจำปาอันนั้น บาดนี้กะให้อีนายเฒ่าไทเลี้ยงนั้นแล้วถอนฮะนิ ขั้นบ่ถอนเพิ่ลกะสิฆ่าถิ่มฮะนิ ถอนแล้วสองเฒ่าอันนี้ถอนกกจำปาอันนะ ถอดละกะมัดติดกันกกจำปาอันนั้นเลยไหลน้ำฮะนิบ่ให้มันมีในเมืองเพิ่ลนะชังเดสะนางคำกองเอาไป๋เป็นคนเลี้ยงหมูบาดนี้แม่มันนะเพิ่ลไล่ฆ่าหนี้เดสะ ให้ไปเป็นข่อยข้าทาสา พญาจุลมณีหะ กกจำปานั้นกะไหลน้ำน้ำนะกะไหลลงใต้ กกจำปานั้นพัดไหลขึ้นเหนือกกจำปสี่ต้นนะไปฮอดวัดพระฤษีเดบาดนิเณรน้อยลงมาท่าน้ำ มาละโย่วต้นจำปายังมันคือลอยมาทางนี้ลาวว่าน้ำคือไหลลงทางใต้พัดกกจำปาคือไหลขึ้นเหนือมันใกล้สิฮอดท่าขึ้นไปหาพระฤษีนะ กกจำปานั้นเบ๋อไหลยุ๋ยเข้าฝั่งบาดนี้โลดเณรน้อยนั้นโลดมาเด็ดเบิ่งเด็ดดอกจำปานั้นเด็ดพัดเด็ดถูกก้อย เฮ้ยดอกจำปายังมันคือมีเลือดโลดถือดอกจำปานั้นแล้นไปหาฤษีได๋บาดนิ ฤษีละวะพรายณ์ไป๋เอามาดุกกจำปานะมันบ่แม้นกกจำปาธรรมดา เอามาแล้วเอามาหาฤษีเบิ่งโลดเสกใส่โลดเอาน้ำเต้าแก้วใส่โลดเป็นคนหะนินิ้วก้อยอันนั้นเพิ่ลละเอาเสกต่อใส่กันให้บาดนี้ฤษีนะคนที่สี่กะเรียนวิชาอาคมอยู่นะ อยู่ในหันละนำฤษีนั้นแล้ว เรียนในหันแล้วจบเบื่ด ฮู้จักแล้วถามฤษีแม่ผู้นั้นอยู่หันอยู่นี้กะนำละนำแม่แล้วบาดนิ กะนำแล้วสิมาฆ่าพ่อว่าพ่อเฮ็ดใส่แม่ พากันมาละสามสี่อ้ายน้องเขาขึ้นเรือแล้วกะพากันมาละ มาใกล้ใกล้สิฮอดวังแล้วบาดนิเขียนสารแล้วไป๋ เขียนสารไป๋ไป๋สู้รบเอาว่าสิมาแย่งเมืองแนวนั้นแนวนี้กะว่าไป๋แล้วบาดนิสี่อ้ายน้องเขานะ บาดนี้กะขึ้นมากะปล่อยไว้กะมารบเลวกันกะบ่สู้มันแล้ว พวกเสมาอมาตรย์มันบ่เก่งคือมันเดสะมันมีวิชาฤษีสอนให้มีคู่อันคู่แนวแล้วบานี้เพิ่ลกะมาเฮ็ดมาเขียนฮูปใส่ในหน้าผากพ่อเพิ่ลนะอันของพ่อเพิ่ลเฮ็นฮูปโยณีใส่ ของนางอัคคีเฮ็ดรูปศิวลึกใส่ยามกลางคืนนะ เพิ่ลตื่นมาเมียเพิ่ลพัดหัวขวัญผัวเพิ่ลผัวพัดหัวขวัญเมียเพิ่ลเดสะแม้นผู้ได๋มาเขียนใส่เพิ่ลว่าคือเฮ็ดแนวนี้ของข่อยกะมีบ่ของข้อยละรูปโยนี ของข่อยละศิวะลึกแม้นไผคือบังอาจแทะเพิ่ลว่าบาดนี้เพิ่ลละอ่านเบิ่งเดสะอ่านสารให้ไปสู้กันแล้วอยู่ทางท่าน้ำมันสิรออยู่ท่าน้ำมันว่านะลูกนะ แล้วกะไปสู้รบมันกะบ่สู่มันแล้วบาดนี้ เพิ่ลจังได๋ถามโต๋นั้นแม้นลูกเต้าเหล่าผู้ได๋เพิ่ลเว้านะมันกะถามหาแม่มันพุแล้วบาดนิชื่อแม่มันชื่อว่านางคำกองว่ามาเป็นจ่าเลี้ยงหมูอยู่เป็นข่อยเป็นทาสอยากกินข้าวกะกินอึดๆอยากๆนุ่งสะกะเฮี้ยนพิเพิ่ลบ่ให้พิสังอิจฉาตาร้อนเดสะเพิ่ลกะพาไปหาแล้วบาดนิพาไปหานางคำกองนะฮู้จักแล้วว่าลูกเจ้าของนี้นะนางอัคคีเพิ่ลกะย่านแล้วบาดนิฮู้ว่าลูกมันคืนมาได๋ละตายละกะกลับเกิดคืนได๋เพิ่ลว่าคนมีบุญเดบาดนิ คำกองกะมาแล้วมาเข้าเมืองเดบาดนิ ทำแห่เทียนก้ำกะเอานางอัคคีเป็นจ่าหมูแทนบาดนิ บาดนิเพิ่ลกะแพงละบักหล่าบักคำละพ่อ พญาจุลมณีว่าลูกเพิ่ลแท้เพิ่ลเข้าใจผิด เพิ่ลว่านางคำกองได๋ลูกเป็นหมา แท้มันละเป็นคน คนมีบุญเดสะกะเอามาครอบครองเมืองละบาดนิให้เป็นเจ้าเมือง นางอัคคีกะไปเป็นทาสรับใช้เลี้ยงหมูบาดนี้นะ
บริบทของนิทาน
ฟังนิทานจากการรวบรวบนิทานพื้นบ้าน
คติสอนใจ
ความดีทำให้คนที่ทำดีสามารถรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างนิทานกับสิ่งอื่น
นิทานกับการบอกเรื่องราวของคนในท้องถิ่น
